Tuesday, February 10, 2009

Circle Painting

Yes, I have three midterms coming up in the next 2 days, and yet I'm still doing this. I just want to talk really quickly about something called Circle Painting.


So what is Circle Painting? It's basically a process in which a group of people come together and create a painting. The process is very simple with basic instructions, but the result is quite amazing. Basically, you and your friends draw lines and shapes and build on each other's. If you want to learn more, I really recommend you going to the official website: www.circlepainting.com.

I was introduced to this about 2 years ago on SEALNet Project Philippines. It was part of the attempt to show the connectedness of Southeast Asia. An artist Hiep Nguyen (who happened to be a twin brother of Hung Nguyen, whose partner is Leng Lim, one of the co-founders of SEALNet... wow!) went to 3 SEALNet projects that year and did 3 huge circle paintings with the SEALNet team and the locals in each country. The paintings are then shipped to Singapore for a display in the 40th ASEAN Celebration. Singapore's prime minister also painted on the paintings.


After that, I did 2 more circle paintings. One is at the Bangkok School for the Blinds with blind students there. It all started when Hiep was traveling and happened to be in Bangkok. He asked me if there's any place I could think of that he could do circle painting, and the school came up in my mind. Some of the Thai Scholars who were in Thailand at the moment were interested in helping out too. It was a challenging task, but it was really fun working with the children.


Another one was with the children at Baan Home Hug during SEALNet Project Thailand 2008. We did one big one which was put on the wall of the exhibition site, and we also drew them on t-shirts, which would be sold to visitors as souvenirs.


Now Hiep came up with the idea to spread Circle Painting around even further. The next step is to schools, including Stanford. Imagine a circle painting in Old Union!

Thursday, February 5, 2009

Wacom Bamboo

After a long disappearance (since October...) I finally have enough time to do something. I just got a Wacom Bamboo from Amazon (the store, not the rain forest) a few days ago and just had time to set it up just now. So I thought I'd try drawing something... and here it is. I hope I have more time to work on something fun with my tablet soon!


Many of you might note that this is my first post in English ever! Due to requests (particularly from Tu and Misha), I'll try to make this a bilingual blog from now on, LOL. Until next post, take care :)

Sunday, October 19, 2008

โชว์รูปสี Pastel

จากกันไปเป็นเดือนเป็นปี มิได้พบกัน... คิดถึงคืนนึกถึงวันวานที่แล้วมา...
จากกันไปใจยังเหมือนเดิมซ้ำเพิ่มมากกว่า... เพิ่มแรงจิตจดจ่อนึกถึงจึงกลับมาใหม่...

ฮ่า ๆ หลังจากห่างหายไปนานกว่าสองเดือน ในที่สุดก็มีโอกาสที่จะมาเขียนอะไรเพิ่มซะที เรื่อง "การทดลอง ตอนที่ ๒" ก็ต้องขอผลัดไว้คราวต่อไป (ซึ่งก็ไม่รู้เมื่อไหร่เหมือนกัน) นะครับ เพราะตอนนี้มีอะไรตื่นเต้นกว่านิดนึงมานำเสนอ

หอที่อยู่ตอนนี้ชื่อว่า Kimball (ก็ที่เดียวกับปีที่แล้วนั่นแหละ) เค้าเรียกว่าเป็นหอ art-focused คือเป็นหอที่มุ่งเน้นด้านศิลปะเป็นสำคัญ เริ่มจากอาจารย์ประจำหอเลย ก็เป็นครูสอนดนตรีสองคน นอกจากนั้นหอก็ยังจัดกิจกรรมศิลปะต่าง ๆ เป็นกลุ่ม ๆ กันไป กลุ่มที่ว่านี้ก็จะมีคนอยู่ซัก ๑๐ คน ที่สนใจเรื่องคล้าย ๆ กัน แล้วก็มาเจอกันทุกสัปดาห์เพื่อทำกิจกรรมศิลปะร่วมกัน มีทั้งพวกที่ทำเกี่ยวกับดนตรี ลีลาศ การทำอาหาร วาดภาพระบายสี ทำหนัง ไปจนถึงศิลปะการป้องกันตัว

สำหรับกลุ่มที่อยู่ในเทอมนี้ก็เป็นกลุ่มที่ออกไปนั่งวาดรูป ใช้สีที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า pastel ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยเรียกว่าอะไรเหมือนกัน อาจจะเป็นสีชอล์กมั้ง ลักษณะก็คือว่าพอฝนลงบนกระดาษแล้วจะเป็นผงฝุ่น ๆ ออกมา ซึ่งเราสามารถใช้นิ้วเกลี่ยให้ผสมกับสีอื่นได้ ทำให้ภาพที่ได้ออกมาดูนุ่มราวปุยนุ่น... อธิบายยังกับเรียนมายังงั้นเลย... ขอออกตัวก่อน (ไม่ได้วิ่งแข่งอยู่ ออกตัวก่อนเลยไม่เป็นไร ไม่ผิดกติกา) ว่าไม่ได้เรียนอะไรอย่างจริงจังเลย ที่พูดนี่ก็คือมั่วเอาทั้งนั้นนะครับ ใครที่รู้เรื่องก็ต้องขอความรู้ด้วย

ผ่านมาสองสัปดาห์ ก็ได้วาดไปสองรูป รูปแรกวาดเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ทะเลสาบ (แห้ง) ในสแตนฟอร์ดนี่เอง ชื่อว่า Lake Lagunita ใช้เวลาทั้งสิ้นเกือบ ๆ สองชั่วโมง ใช้ผงสีไปประมาณ ๑๗๓ กรัม (รู้ทำไมเนี่ยะ) ออกมาเป็นประมาณนี้ครับ

ส่วนรูปที่สอง เป็นรูปที่เพิ่งวาดเมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา นั่งอยู่เบื่อ ๆ ก็เลยวาดดู ตั้งชื่อรูปไว้ว่า Distance ครับ รูปพวกนี้ (ที่ดูไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่... วาดเพราะคนวาดไม่มีฝีมือวาดให้เหมือนของจริง) ภาษาศิลปะเค้าเรียกกันว่า แอ๊บแสตก (abstract) มั้งครับ ฮ่า ๆ

ส่วนความหมายหรืออะไรจะซ่อนอยู่ยังไง ก็ขอเชิญท่านผู้ชมวิเคราะห์กันเองนะครับ เค้าว่าศิลปะมันสนุกตรงนี้ ที่งานชิ้นนึงก็อาจจะมีความหมายต่างกันสำหรับคนดูแต่ละคน คิดว่ายังไงเขียนบอกไว้ก็คงจะดีไม่น้อย

คงไว้เท่านี้ก่อนก็แล้วกัน ต้องไปทำการบ้านก่อนแล้วครับ

Tuesday, August 19, 2008

การทดลอง ตอนที่ ๑

เสียงไก่ขันดังขึ้นมาจากบ้านข้าง ๆ พร้อมกันกับลมเอื่อย ๆ ที่พัดมาจากด้านหน้าต่าง ฝนที่ตกลงมาเมื่อคืนยังทิ้งร่องรอยเป็นหยดใสอยู่บนใบสีเขียวสดของต้นไม้ที่แนบอยู่กับมุ้งลวด กิ่งของต้นประดู่โค้งงอไหวไปมา ราวกับจะชักชวนเขาออกไปสู่โลกธรรมชาติข้างนอก... มานะชอบบรรยากาศแบบนี้เสมอ

เขาอาบน้ำแต่งตัวพร้อมออกไปทำงาน หลังจากเทอาหารและน้ำให้หมาสองตัวที่เขาเลี้ยงไว้ เขาก็เดินออกจากบ้านไปยังวินมอเตอร์ไซค์ที่อยู่แถว ๆ นั้น

แปลก ไม่มีใครอยู่เลย... เขายกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา เข็มสั้นกับเข็มยาวบอกเวลายังไม่ถึงหกโมงครึ่งดี... หรือเป็นเพราะว่าวันนี้เขาจะมาสายเกินไป แล้วคนก็เรียกมอเตอร์ไซค์ออกไปหมดแล้ว...

ป้ายรถเมล์อยู่ห่างออกไปที่ถนนใหญ่ไม่มากเท่าไหร่ มานะกะดูว่าถ้าเดินไปขึ้นรถเมล์คงจะยังทันอยู่ ดีเสียอีก จะได้แวะซื้อน้ำเต้าหู้เจ้าเก่าด้วย เขาเริ่มก้าวเดินไปบนถนนลาดยางที่มีรถอยู่ประปราย ตามองไปที่บ้านทรงไทย ที่เห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะเวลาที่ฟ้าเป็นสีแดงอ่อน ๆ อย่างตอนนี้ เขายังจำได้ตอนที่เขามาวิ่งเล่นที่ถนนเส้นนี้ตั้งแต่ยังเป็นถนนลูกรัง คงจะซัก ๒ กิโลเมตร ถ้าเขาจำไม่ผิด...

แปลก รถเข็นขายน้ำเต้าหู้ไม่มาวันนี้... สงสัยป้าแกคงจะไม่สบาย วันก่อนเห็นแกหน้าซีด ๆ เหมือนกัน แต่ไม่ได้ถาม... ทำไมวันนั้นเราไม่ได้เอ่ยปากถามป้าแกนะ เดี๋ยวไว้วันหลังถ้าเจอจะต้องถามเสียหน่อยว่าแกกับเจ้าเปี๊ยก ลูกของแกที่ชอบมาวิ่งป้วนเปี้ยนอยู่แถว ๆ นั้น เป็นอย่างไรบ้าง

มานะเดินได้อยู่สิบกว่านาทีก็มาถึงป้ายรถเมล์ มีคนแต่งชุดทำงานรออยู่ที่ป้ายแล้วจำนวนหนึ่ง... ทำไมวันนี้คนมารอที่ป้ายมากจัง... คุยกับคุณลุงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ได้ความว่ารอมาตั้งนานแล้วก็ยังไม่เห็นมีรถเมล์มาซักคัน เขาคิดจะเดินห่างออกไปเรียกแท๊กซี่ แต่พอมองไปที่ถนนก็เพิ่งเห็นว่า ไม่ใช่แค่รถเมล์ที่ไม่วิ่ง รถแท๊กซี่ รถสิบล้อ รถสองแถว รถตุ๊กตุ๊ก ไม่มีให้เห็นเลยซักคัน รถที่เขาเห็นมีแต่รถเก๋งส่วนบุคคลเท่านั้น

"วันนี้มันเป็นอะไรนะ" เขาคิดขึ้นในใจ "แปลกเสียจริง ๆ"

พอดีหันกลับไปก็เห็นรถสีน้ำเงินที่เขาคุ้นตาค่อย ๆ มาเทียบฟุตบาทจอดตรงที่เขายืนอยู่ มานีนั่นเอง มานีเป็นเพื่อนร่วมงานของมานะที่รู้จักกันตอนสมัครงาน พอได้งานก็เลยสนิทกันเป็นพิเศษ แถมได้ทำงานที่อยู่ในสายคล้าย ๆ กัน ก็เลยได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องงานบ้างในบางโอกาส

"ขึ้นมามั้ย นะ ขืนรอรถเมล์อยู่งี้ได้ไปทำงานสายแน่" มานีพูดพลางเปิดประตู ทำให้มานะไม่ได้ยินคำแรก ๆ ของประโยคเท่าไหร่ มานะได้ยินแต่ว่า สายแน่ เลยทำหน้างงเล็กน้อยให้มานีเห็น

"อ้าวขอโทษที เราพูดพลางเปิดประตูอีกแล้ว เป็นยังงี้อยู่เรื่อย" มานีว่า ทำหน้าอมยิ้มรับผิด "เราบอกว่า ไปที่ทำงานด้วยกันมั้ย เดี๋ยวไปส่ง"

"อ้อ ดีเลย ขอบคุณมากนี" ว่าแล้วมานะก็ก้าวขาขึ้นรถมานีไป...

Wednesday, August 13, 2008

ทำอะไรเนี่ยะ

ช่วงปิดเทอมนี้หลายครั้งได้รับคำถามว่า ทำอะไรเนี่ยะ ทำไมไม่กลับบ้าน หลายครั้งก็อยากจะตอบแบบละเอียด ๆ แต่บางทีก็มีเวลาไม่พอที่จะตอบ ก็เลยตอบได้แค่ว่า สอนคอมเล่นพูลครับ แค่นั้น ฮ่า ๆ จริง ๆ ที่ไม่ได้เขียนอะไรมาหลายวันก็เพราะไม่ได้คิด ที่ไม่ได้คิดก็เพราะเอาเวลาไปคิดเรื่องนี้แหละ พอดีต้องนำเสนองานให้อาจารย์ดู ว่าที่ผ่านมานั่งรับเงินเนี่ยะ ทำอะไรไปบ้าง ก็เลยต้องเร่งขยันขึ้นมาหน่อยนึง

วันนี้ก็เลยว่า ไหน ๆ เราก็คิดเรื่องนี้มาตั้งเยอะ (โดยเฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมานี่... เพราะต้องนำเสนองาน) ทำไมไม่เอามาเขียนในนี้ดู คนทั่วไปจะได้ทราบกันบ้างว่า ปิดเทอมนี้เนี่ยะ ทำอะไรอยู่ ทำไมถึงได้มาทำอะไรยังงี้ ก็ขอเนิร์ดซักนิดนะครับ

ทำไมต้องสอนให้คอมพิวเตอร์เล่นพูลด้วย... ที่จะทำก็เพราะจะส่งโปรแกรมนี้ไปแข่งครับ แข่งคอมพิวเตอร์โอลิมปิกที่ประเทศจีนเชียวนา (ฟังดูยิ่งใหญ่มั้ย ได้แข่งในโอลิมปิกด้วย) การแข่งขันจะมีขึ้นในช่วงต้น ๆ เดือนตุลาคมครับ

แล้วแข่งกันยังไงล่ะ... ไม่ยากเหมือนที่หลายคนคิดกันครับ ไม่ได้ให้ทำหุ่นยนต์ที่จะเล่นพูลจริง ๆ ไปแข่งกัน ที่แข่งกันเค้าเรียกว่า Simulated Pool ก็คือแข่งอยู่แค่ในคอมพิวเตอร์ครับ คร่าว ๆ ก็คือ จะมีเครื่องนึงที่ทำหน้าที่เป็น Server อยู่ จะบอกว่าตอนนี้โต๊ะเป็นยังไง ลูกต่าง ๆ อยู่ตรงไหน เป็นตาใคร (ถามหลานดูก็ได้) เวลาเหลือเท่าไหร่ อะไรพวกนี้ครับ จากนั้นก็จะมีอีกส่วนที่เรียกว่า Client ซึ่งเป็นคนเล่น ก็จะดูว่า อื้ม... โต๊ะเป็นยังงี้ ลูกขาวอยู่ตรงนั้น แล้วเรายิงลูกนี้ ลูกนั้น กับลูกนู้นได้... เอ่... ลูกนั้นเหมือนจะง่ายแฮะ แต่ลูกนั้นยากกว่าหน่อยนึงแต่พอยิงลงแล้วยิงลูกโน้นต่อได้เลย... ยิงลูกไหนดีนะ... ยิงลูกไหนดี... ฮื้มม... ยิงลูกนั้นหรือลูกนี้ดี... คิดไปคิดมายังงี้แล้ว ก็นั่งเด็ดกลีบดอกไม้เลือกเอา ลูกนั้น... ลูกนี้... ลูกนั้น... ลูกนี้...

ล้อเล่นครับ แต่เวลาคิดนี่คิดนานจริง ๆ (เป็นนาทีเลย) พอเลือกได้แล้ว (ไม่ว่าจะด้วยการคิดสี่ตลบ เด็ดกลีบดอกไม้ ถามสาวยาคู้ลท์ ทอยลูกเต๋า โยนเหรียญ หรืออะไรก็ตาม) ตัว Client ก็จะบอก Server ไปครับ ว่าอ่ะ เนี่ยะ เลือกจะยิงยังงี้แหละ โดยการเลือกที่จะยิง ก็ต้องบอกเลขให้ Server ไปห้าตัวด้วยกัน ก็คือ a, b (ตำแหน่งบนลูกขาว มองจากด้านหลัง), theta (มุมก้มของไม้ที่ทำกับโต๊ะ), phi (มุมของไม้ มองจากด้านบน) แล้วก็ v (ความเร็วของไม้) ครับ

เพื่อไม่ให้เป็นการง่ายเกินไป ตัว Server ก็จะทำการเพิ่ม noise เข้าไปในค่าพวกนี้แบบ Gaussian distribution ครับ เช่นเราบอกว่าเราต้องการให้ phi เป็น ๔๘ องศา ก็อาจจะได้ค่าที่ใช้ยิงจริง ๆ เป็น ๔๘.๒๑ องศา ทำนองนั้น

การแข่งคร่าว ๆ ก็เป็นไปตามที่ได้บรรยายไปครับ (ยาวไปมั้ยเนี่ยะ) หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กันไปบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ

Saturday, August 2, 2008

สนามหลวง

ตอนไปเรียนที่ Loomis ได้ลงคลาสถ่ายรูปอยู่ครั้งนึง จำได้ว่าสนุกสนานมากพอสมควร ใครชอบถ่ายรูปแต่ยังไม่เคยลง ลองลงดูนะครับ คลาสนั้นเป็นคลาสถ่ายรูป "เบื้องต้น" คือถ้าใครยังไม่เคยลงคลาสนี้ ก็จะลงคลาสถ่ายรูปตัวอื่น ๆ ไม่ได้ สอนถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มครับ เป็นกล้อง Pentax เก่า ๆ ตัวนึง กับฟิล์มขาวดำ ไว้วันหลังจะมาเล่าถึงประสบการณ์การทำงานกับกล้องฟิล์มนะครับ

ที่นึกถึงคลาสนี้ ก็เพราะมีวันหนึ่ง ครูบอกว่า ให้หารูปเก่า ๆ มารูปนึงที่เราถ่ายไว้ แล้วเขียนบรรยายว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างก่อนที่จะถ่ายรูปนั้น วันนี้ ไหน ๆ ก็ยังไม่รู้ว่าบล๊อกนี้จะเขียนเกี่ยวกับอะไรดี ก็เลยจะมาลองเขียนแบบนั้นดูก็แล้วกันนะครับ

(แบ่งช่องว่างเพื่อความสบายตา)

วันนั้นจำได้ว่าเพิ่งสอบเอ็นทรานซ์เสร็จ (มีนาคม ๒๕๔๘) แล้วก็กำลังจะกลับบ้านกับเจ๊ซิม พอดีวั้นนั้นนึกครึ้มอกครึ้มใจยังไงไม่รู้ พกกล้องไปสอบด้วย... สอบเสร็จปรากฎว่ายังไม่อยากกลับบ้านกันทั้งคู่ ก็เลยตกลงกันว่าจะไปวัดพระแก้ว ไปถ่ายรูปกัน

ลงรถเมล์ที่สนามหลวง ก็มีคุณป้าคนนึงมาขายถั่วให้ เราก็ไม่ได้อยากซื้อเท่าไหร่หรอก แต่ป้าแกตื้อเอามาก ๆ ก็เลยซื้อไปถุงนึง สิบบาท กินไปจนหมด เอ๊ยไม่ใช่... ถั่วเอาไว้ให้นกพิราบต่างหาก... โปรยไปโปรยมาจนหมด ก็กำลังจะเดินต่อ แต่แล้วก็มีเด็กคนนึงจะมาขายอีก ถามไปถามมาได้ความว่า เค้าเป็นลูกของป้าคนนั้นนั่นเอง ก็เลยบอกไปว่าพี่ซื้อจากแม่หนูไปแล้ว แต่ต้องนับถือในความพยายามจริง ๆ น้องเค้าเริ่มขายเราที่แถว ๆ หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขายไปขายมา เราก็เดินหนีไปเรื่อย ๆ จนถึงหน้าศิลปากร น้องเค้าก็ยังไม่หยุด ก็เลยต้องยอมแพ้ ตกลงให้เงินน้องเค้าห้าบาท แล้วให้น้องเค้าให้อาหารนกพิราบให้ ส่วนเราจะนั่งถ่ายรูปให้เค้าเป็นแบบ น้องเค้าก็ดีใจใหญ่ มาขอเป็นคนถ่ายมั่ง ขอไล่นกพิราบให้มันบินกันมั่ง สุดท้ายก็ได้รูปนี้แหละครับ :)


บอกน้องเค้าไว้ว่าวันหลังจะเอารูปนี้มาให้ แต่ถึงวันนี้ก็สามปีแล้วสิ ยังไม่ได้เอาให้น้องเค้าเลย เค้าจะยังอยู่ที่นั่นมั้ยน้อ

Thursday, July 31, 2008

Genesis

สวัสดีครับ ไม่รู้จะเริ่มเขียนอันแรกยังไงดีเหมือนกัน ขอทำอันนี้เหมือนคำนำหนังสือก็แล้วกัน ไม่รู้คนอื่น ๆ เป็นเหมือนกันมั้ย ที่เวลาจะอ่านหนังสือก็ชอบข้ามไปหน้าแรกที่เป็นเนื้อหาเลย ไม่เคยอ่านคำนำ แต่ก่อนก็เป็นยังงั้นมาจนขั้นมัธยมได้ ป๊าถึงบอกว่า คำนำนี่แหละ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของหนังสือ เพราะมันทำให้เรารู้ว่า ทำไมคนเขียนถึงเขียน แล้วก็ทำให้เรารู้ด้วยว่าเราอ่านหนังสือเล่มนี้ทำไม ดังนั้นถ้าจะทำอันนี้เหมือนคำนำของบล๊อก (รู้มาจากซักที่ว่าเป็นคำย่อมาจาก เว็บล๊อก) ก็คิดว่าคงจะมีประโยชน์ดีไม่ใช่น้อย สำหรับทุกคน รวมไปทั้งตัวผมเองด้วย สำหรับวันแรกอาจจะเขียนยาวซักนิดนึงนะครับ

หลาย ๆ คนคงรู้ว่าผมเคยเขียนบล๊อกอยู่ช่วงนึง ที่ http://fishix.spaces.live.com/ ซึ่งก็เว้นว่างจากการเขียนมาร่วมปีแล้ว ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง (อะไรบ้างก็ไม่รู้) แต่ทุกครั้งที่กลับไปอ่านข้อเขียนเก่า ๆ ก็รู้สึกดีทุกที หลังจากที่อ่านของเก่า ๆ ซ้ำกันอยู่นาน ก็เลยมีความคิดว่า เออ เราน่าจะเขียนนะ สงสัยจะกลัวว่าต่อ ๆ ไปจะไม่มีอะไรให้อ่านอีกแล้วมั้ง ฮ่า ๆ

ตัวเว็บที่ทุกคนเห็นอยู่นี้ ก็มีอยู่นานมากแล้ว แต่ว่าก็ไม่ได้โอกาสตกแต่งและเขียนซักที จนเมื่อวันก่อน จอมมาขอรูปที่ถ่ายไว้ที่ Brewster เพื่อจะเอาไปลงในบล๊อก ก็เลยเป็นเหมือนคนจุดประกายให้มาเขียนอย่างเป็นจริงเป็นจังซะที (จอมฝากมาโฆษณาว่า ใครสนใจอยากให้จอมจุดประกายให้อีกก็ติดต่อจอมได้) รวมไปถึงว่าช่วงนี้ออกจะว่าง ๆ นิดหน่อย เลยมีเวลานั่งประดิดประดอยตามใจชอบด้วย

จะว่าไปแล้วผมก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะหาอะไรมาเขียนมาใส่ลงไปในนี้ แล้วก็ไม่รู้ว่าภาษาที่เขียนนั้น ดีแล้วหรือที่จะเป็นดั่งนี้ต่อไป (หรือว่าจาให้มานเป็นงี้ดีเนี่ยะ) ก็ขอเชิญชวนทุก ๆ คน มาร่วมเดินทางไปด้วยกันกับผม (ฟังดูยิ่งใหญ่ดีจัง) ในการปั้นร่างสร้างโครงให้กับบล๊อกนี้ต่อไปนะครับ

ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บล๊อกของผมครับ